Free Shipping on all orders over $50
Summer Sale: Up to 50% OFF selected items
12 Installments Interest-Free on Electronics
New Arrivals! Check out the latest Tech
อาหารต้องห้ามสำหรับแมว 9 ชนิด อาหารอะไรที่แมวห้ามกิน?

อาหารต้องห้ามสำหรับแมว 9 ชนิด อาหารอะไรที่แมวห้ามกิน?

•Wholly Care Team

เจ้าของแมวหลายคนอาจเคยแบ่งอาหารจากมื้อของตัวเองให้น้องแมว เพราะคิดว่าเป็นเพียงอาหารปริมาณเล็กน้อย แต่ความจริงแล้วอาหารบางชนิดอาจเป็นพิษต่อแมวโดยตรง ขณะที่อาหารบางอย่างแม้ไม่ได้เป็นพิษรุนแรง แต่หากกินมากเกินไปหรือกินเป็นประจำก็อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพได้ เช่น นมวัว ปลาและเนื้อดิบ หรืออาหารสุนัข

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ถูกมองข้ามได้ง่าย คืออาหารเหล่านี้อาจอยู่ใกล้ตัวแมวในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ เศษอาหารที่ตกพื้น หรืออาหารของสัตว์เลี้ยงตัวอื่น แมวบางชนิดอาจไม่ได้สนใจอาหารบางอย่างเหมือนสุนัข แต่ไม่ได้หมายความว่าอาหารนั้นปลอดภัยสำหรับแมว

จุดที่เจ้าของควรหยุดและใส่ใจคือเมื่อแมวเผลอกินอาหารที่ไม่ควรกินเข้าไป เพราะอาหารบางชนิดสามารถส่งผลต่อเม็ดเลือดแดง ระบบประสาท หรือไตได้ การรู้ว่า แมวกินอะไรไม่ได้ จึงช่วยให้เจ้าของป้องกันความเสี่ยงและสังเกตอาการผิดปกติได้เร็วขึ้น

4 กลุ่มอาหารที่เป็นพิษต่อแมว

1. หัวหอม กระเทียม และต้นหอม

หัวหอม กระเทียม และผักในกลุ่มพืชตระกูลหอมสามารถทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงของแมว และทำให้เกิด ภาวะโลหิตจาง ได้ โดยแมวมีความไวต่อพิษจากกลุ่มนี้มากกว่าสุนัข ดังนั้นแม้ได้รับในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็อาจเกิดปัญหาได้

อาการที่อาจพบ ได้แก่ อาเจียน เบื่ออาหาร อ่อนแรง และเหงือกซีดจากภาวะโลหิตจาง ดังนั้นสิ่งที่ต้องระวังไม่ได้มีเฉพาะหัวหอมสดหรือกระเทียมสด แต่รวมถึงอาหารคนที่นำส่วนผสมเหล่านี้มาปรุงด้วย

2. ช็อกโกแลตและคาเฟอีน

ช็อกโกแลต กาแฟ และชามีสารอย่าง ธีโอโบรมีน (Theobromine) และคาเฟอีน ซึ่งแมวไม่สามารถเผาผลาญสารเหล่านี้ได้ดี เมื่อได้รับเข้าไปอาจทำให้เกิดอาการอาเจียน ท้องเสีย หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ อุณหภูมิร่างกายสูง ตัวสั่น และอาจเกิดอาการชักได้

แม้แมวส่วนใหญ่อาจไม่ได้สนใจรสหวานหรือช็อกโกแลตเหมือนสุนัข แต่เจ้าของก็ควรเก็บช็อกโกแลต กาแฟ ชา และผลิตภัณฑ์ที่มีคาเฟอีนให้พ้นจากบริเวณที่แมวเข้าถึงได้

3. องุ่นและลูกเกด

องุ่นและลูกเกดไม่ควรนำมาให้แมวกิน แม้ว่าข้อมูลเกี่ยวกับพิษจากองุ่นในแมวจะมีรายงานน้อยกว่าในสุนัข แต่มีความเสี่ยงที่อาจทำให้ไตเสียหายหรือเกิด ภาวะไตวายเฉียบพลัน ได้

ดังนั้นจึงควรป้องกันไม่ให้แมวเล่นหรือกินองุ่นและลูกเกด โดยเฉพาะเมื่ออาหารเหล่านี้ถูกทิ้งไว้ในบริเวณที่แมวสามารถเข้าถึงได้

4. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอาหารที่มีแอลกอฮอล์

ระบบประสาทของแมวมีความไวต่อแอลกอฮอล์สูง แม้ได้รับเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้เกิดอาการเซื่องซึม การตอบสนองลดลง เคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์กัน อาเจียน หมดสติ และในกรณีรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

จึงไม่ควรให้แมวเลียหรือกินเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงอาหารที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่

5 อาหารที่อาจก่อปัญหาสุขภาพในแมว

อาหารในกลุ่มต่อไปนี้ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มอาหารที่เป็นพิษโดยตรง แต่การให้ในปริมาณมาก กินบ่อย หรือใช้แทนอาหารแมวที่เหมาะสม อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้

5. นมวัวและผลิตภัณฑ์นม

แมวโตส่วนใหญ่มีเอนไซม์ แลคเตส (Lactase) ไม่เพียงพอสำหรับย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมวัว การให้แมวดื่มนมวัวหรือกินผลิตภัณฑ์นมในปริมาณมากจึงอาจทำให้เกิดอาการท้องเสียและมีแก๊สในลำไส้

หากต้องการให้แมวได้รับเครื่องดื่มเพิ่มเติมจากอาหาร ควรเลือกน้ำเปล่าเป็นหลัก หรือหากจำเป็นต้องใช้นม ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากแลคโตส

6. ปลาและเนื้อสัตว์ดิบ โดยเฉพาะปลาทูน่า

การให้แมวกินปลาดิบหรือปลาทูน่าในปริมาณมากหรือบ่อยเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหาการขาดวิตามินบี 1 เนื่องจากเอนไซม์ ไทอามิเนส (Thiaminase) ในเนื้อปลาสามารถทำลายวิตามินชนิดนี้ได้

นอกจากนี้ปลาและเนื้อสัตว์ดิบยังอาจมีแบคทีเรียหรือพยาธิที่เป็นอันตรายต่อแมวได้ ดังนั้นควรปรุงสุกก่อนนำมาให้แมวกิน

7. อาหารสุนัข

แมวไม่ควรใช้อาหารสุนัขเป็นอาหารหลักหรือเลี้ยงด้วยอาหารสุนัขเป็นประจำ เพราะอาหารสุนัขอาจขาดสารอาหารหลายชนิดที่จำเป็นต่อแมว โดยเฉพาะ ทอรีน วิตามินเอ และกรดไขมันจำเป็นบางชนิด

แมวจึงควรได้รับอาหารที่ผลิตขึ้นสำหรับโภชนาการของแมวโดยเฉพาะ เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย

8. ตับสัตว์ในปริมาณมาก

ตับไก่ ตับวัว หรือตับสัตว์ชนิดอื่นไม่ควรให้แมวกินในปริมาณมากหรือบ่อยเกินไป เพราะอาจทำให้ได้รับ วิตามินเอ มากเกินความต้องการและเกิดการสะสมในร่างกาย

การได้รับวิตามินเอมากเกินไปเป็นเวลานานอาจนำไปสู่ภาวะพิษวิตามินเอเรื้อรัง ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระดูกผิดรูปและข้อยึดได้ ดังนั้นควรให้ตับเป็นเพียงอาหารเสริมเป็นครั้งคราวและให้ในปริมาณเล็กน้อย

9. อาหารไขมันสูงหรือปรุงรสเค็มจัด

อาหารคนที่มีไขมันหรือเกลือสูง เช่น ของทอด เบคอน และอาหารรสเค็มจัด ไม่เหมาะกับแมว เพราะอาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย อาเจียน หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาอย่างตับอ่อนอักเสบได้

ดังนั้นเศษอาหารจากโต๊ะอาหารที่มีมันมากหรือปรุงรสจัดจึงไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นอาหารประจำของแมว แม้แมวจะสนใจและพยายามขอกินก็ตาม

ถ้าแมวเผลอกินอาหารต้องห้าม ควรทำอย่างไร?

หากสงสัยว่าแมวเผลอกินอาหารที่อาจเป็นพิษหรืออาหารที่ไม่ควรกินเข้าไป ไม่ควรรอให้อาการรุนแรงก่อนจึงขอความช่วยเหลือ ควรรีบนำส่งสัตวแพทย์หรือโทรปรึกษาสัตวแพทย์หรือศูนย์พิษวิทยาสัตว์ เพื่อรับคำแนะนำเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลและการรักษาที่เหมาะสม

สิ่งที่เจ้าของควรเตรียมข้อมูลไว้คือ ชนิดของอาหาร ปริมาณโดยประมาณ และเวลาที่แมวกินเข้าไป เพราะข้อมูลเหล่านี้สามารถช่วยให้สัตวแพทย์ประเมินสถานการณ์และแนวทางการดูแลได้

อาหารสำหรับแมวควรเลือกอย่างไร?

วิธีพื้นฐานในการลดความเสี่ยงคือเลือกอาหารที่ผลิตขึ้นสำหรับแมวโดยเฉพาะ แทนการใช้อาหารคนหรืออาหารของสัตว์ชนิดอื่นเป็นอาหารหลัก และควรอ่านฉลากส่วนผสมของอาหารสำเร็จรูปก่อนซื้อ

นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการเติมเครื่องปรุงของคน เช่น หัวหอม กระเทียม เกลือ หรือน้ำตาลลงในอาหารแมว และหากจำเป็นต้องเปลี่ยนอาหาร ควรค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนเพื่อช่วยลดปัญหาการย่อยอาหารหรือการตอบสนองต่ออาหารใหม่

สรุป: แมวกินอะไรไม่ได้?

อาหารที่เจ้าของควรจำให้ขึ้นใจ ได้แก่ หัวหอม กระเทียม ต้นหอม ช็อกโกแลต คาเฟอีน องุ่น ลูกเกด และแอลกอฮอล์ ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่เป็นพิษหรือมีความเสี่ยงต่อแมวโดยตรง

ส่วน นมวัว ปลาและเนื้อดิบ อาหารสุนัข ตับในปริมาณมาก และอาหารไขมันสูงหรือเค็มจัด ควรระวังเรื่องปริมาณและความถี่ในการให้ เพราะอาจก่อปัญหาทางโภชนาการ ระบบย่อยอาหาร หรือสุขภาพของแมวได้

ท้ายที่สุด การรู้ว่า “แมวกินอะไรไม่ได้” ไม่ได้มีไว้เพื่อจำรายการอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ช่วยให้เจ้าของมองเห็นความเสี่ยงเล็ก ๆ ที่อาจซ่อนอยู่ในกิจวัตรประจำวัน ตั้งแต่การแบ่งอาหารคนให้น้องแมว ไปจนถึงการวางขนมหรืออาหารไว้ในบริเวณที่แมวเข้าถึงได้ การป้องกันตั้งแต่ต้นจึงเป็นส่วนสำคัญในการดูแลสุขภาพแมวในระยะยาว

Related Articles

Your Cart

Premium Selection